ของลับ ของเรา ห้ามใครแตะต้อง


เริ่มสอนลูกยังไงดีกับเรื่องการปกป้องตัวเอง เป็นอีกคำถามที่หลายบ้านอยากรู้ อยากได้แนวทาง และที่สำคัญ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ?

แยกเป็นสองเรื่องนะคะ สำหรับสิ่งที่บ้านแม่ยุ้ยทำกันคือ

เรื่องแรก คือสิ่งที่เราจะต้องปลูกฝังลูกตั้งแต่ต้น

เรื่องที่สอง คือ การชวนลูกคุยให้รู้และระวังสิ่งที่ควรระวัง

.

สิ่งที่ควรปลูกฝังลูกตั้งแต่เล็ก สำหรับบ้านที่มีลูกสาว

อย่าแต่งตัวให้ลูกเปิดเผยร่างกายจนเคยชิน เลือกเสื้อผ้าให้ลูก ระวังนิดนึงนะคะ

บางทีก็มองว่าน่ารักดี เซ็กซี่ดี เด็ก ๆ ไม่เป็นอะไรหรอก ก็ดูกันแต่พองามนะ

การให้ลูกชินกันการเปิดตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยไปเรื่อย ๆ จนโต ก็ควรระวัง

เพราะเด็กก็จะรู้สึกว่า “ไม่เป็นอะไรนินา ก็ใส่แบบนี้มาตั้งนานแล้ว”

.

อีกเรื่องหนึ่งคือการแก้ผ้า วัยเด็กเล็ก ๆ แก้ผ้าเดินไปเดินมา อาจจะยังไม่เป็นไร

แต่พอลูกเริ่มโตขึ้นมาหน่อย สำหรับบ้านแม่ยุ้ย วัยอนุบาลเราก็เริ่มพูดกันแล้ว

แต่งตัวให้เป็นที่ ไม่แก้ผ้าวิ่งไปวิ่งมานะลูก คนเห็น อายเขานะลูกนะ

พอเริ่มวัยประถม ก็เริ่มต้องสอนกันให้เอาผ้าเช็ดตัวห่อตัวเองออกมาจากห้องน้ำ

แต่งตัวก็ให้หลบมุม ไม่ให้ใครเห็นหน่อย  ทุกวันนี้ก็ยังพยายามสอนกันอยู่

.

เรื่องที่สอง คือการชวนลูกคุยเรื่องที่ควรรู้ และควรรู้จักปกป้องตัวเอง

แม่ยุ้ยเริ่มคุยกับปลาทูในช่วงวัย ประถมนี่หละคะ แต่ก็จะเริ่มแบบไม่มากมาย

สมัย ป.1-ป.2 ก็จะเน้นเรื่อง ไม่แก้ผ้าเดินไปทั่วบ้าน แต่งตัวเป็นที่เป็นทาง

โดยที่จะสอนลูกว่า จิ๊ กับ นม เป็นของลับของเรา ไม่ให้ใครดู ห้ามไม่ให้ใครมาจับ

ไม่ว่าจะเพื่อน ครู หรือใคร ๆ แล้วบ้านเราก็ไม่จับของลูกเล่น ๆ สนุกสนาน ไม่มีเด็ดขาด

ใครมาจับ ให้รีบมาบอกแม่ ไม่ว่าจะที่โรงเรียน หรือที่ไหน ๆ ก็ตาม คือย้ำกันไว้แบบนี้

.

พอเริ่มโตหน่อยอย่างช่วง ป.3 ก็จะเริ่มมีคำถามย้อนกลับมาถามแม่ว่า ” ทำไมหละแม่ ? ”

แม่ก็จะเริ่มเล่าให้ฟังว่า ไหนลูกลองมองซิ หนูเห็นใคร แก้ผ้าเดินไปเดินมาตามถนนบ้าง

ไม่มีใช่ไหม ? เคยเห็นแม่หรือพ่อ แก้ผ้าเดินไปเดินมาในบ้านไหมลูก ? ก็ไม่เคยใช่ไหม ?

เพราะมันเป็นสิ่งที่ “ไม่ควรทำ” มันอันตรายกับตัวเรานะ จะมีคนร้ายที่คิดไม่ดี ทำร้ายคนแก้ผ้า

แม่ถึงเป็นห่วง สอนให้หนูระวังตัวเอง และไม่แก้ผ้าจนเคยตัว  แล้วการใส่ชุดสั้น ๆ โป๊ะ ๆ

ก็ทำให้คนร้ายเห็นร่างกายเราได้มากเกินไป จนเกิดความคิดไม่ดี แล้วคิดจะทำร้ายได้นะลูก

คือปีที่แล้วอธิบายกันแค่นี้ … ลึกกว่านี้คงยังไม่เข้าใจ แต่ก็เป็นการสอนให้ลูกรู้จักระวังขึ้นบ้าง

.

จนปีนี้ เริ่มมีสิ่งที่ต้องชวนคุยกันลึกขึ้น เยอะขึ้น เพราะเราไม่สามารถปิดหู ปิดตาลูกได้

อะไรที่เราไม่พูด ก็ไม่ได้แปลว่า ลูกจะไม่ได้ยินมาจากที่อื่น เมื่อลูกได้ยินแล้วเอามาถาม

แม่ก็มีหน้าที่ที่จะต้องอธิบาย สอนให้เข้าใจกันไว้ ช่วงนี้เริ่มได้ศัพท์แปลก ๆ มาจากเพื่อนเยอะขึ้น

เริ่มเป็นคำกริยา หรือท่าทาง เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กัน บอกเลยว่า แม่ได้ยินทีแรก ตกใจมาก !!!

แต่ก็แอบเก็บอาการที่สุด อธิบายเสียงนิ่ง ๆ เรียบ ๆ ไปว่า มันคือคำที่หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์กัน

หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือการผสมพันธ์กันของคนนะลูก เป็นคำที่เด็กไม่ควรเอามาพูด มันไม่ดี

และเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ เองก็ไม่ควรจะลองทำ เพราะมันเกิดอันตรายได้ และอาจจะทำให้เด็กผู้หญิงท้องได้

ถ้าเด็กท้องจะเลี้ยงลูกเองยังไงกันใช่ไหม ? แล้วลูกของเด็กพวกนั้นที่เกิดมา พอไม่มีแม่ที่พร้อมจะดูแล ก็ทิ้งลูก

เพื่อนที่ใช้โทรศัพท์มือถือได้ตามใจ เปิดดูอะไรก็ได้ เขาก็อาจจะไปเปิดดูวีดีโอเรื่องไม่น่าดูแบบนี้

แล้วเอามาพูด เอามาเล่า หรือบางคนอาจจะอยากเอามาลองทำเองกับเพื่อนคนอื่นนะลูก

เรื่องนี้มันอันตรายนะ หนูต้องระวังตัว ถ้ามีเพื่อนผู้ชาย หรือรุ่นพี่ผู้ชายคนไหน มาจับนม จับจิ๋ม รีบวิ่งหนีเลยนะ

อย่าไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครอยู่แถว ๆ นั้นคนเดียวนะลูก แล้วถ้ามีเพื่อนผู้ชาย มายืนใกล้ ๆ เอาจู๋มาถูก้นหนู

แบบนี้ก็ไม่โอเคนะลูก ให้รีบออกมาห่าง ๆ เลย

.

แม่ยุ้ยเองก็พยายามอธิบายว่า เด็กหลายคน อยากรู้ อยากเห็น แต่ไม่ถามพ่อแม่

เพราะเขาไม่ได้กล้าที่จะคุยกันแบบเรา เขาก็เลยไปหาคำตอบเอาเอง ซึ่งไม่ถูกหรอก

ไม่มีใครบอกว่า มันดีหรือไม่ดี สิ่งที่เขารู้มา อย่างคำที่หนูเอามาถามแม่

ถ้าเพื่อนพวกนั้น รู้ว่ามันไม่ดี และรู้ว่าการพูดสิ่งไม่ดี มันไม่ดีกับตัวเราเอง เขาจะไม่พูด

แต่เรารู้แล้ว จะพูดตามเขาไหม ก็เลือกเอานะลูก เราหลีกหนีไม่ได้ที่จะต้องได้ยิน ได้ฟังสิ่งเหล่านี้

แต่เราเลือกได้ว่าเราจะทำยังไง ฟังแล้วก็ปล่อยผ่านไป ไม่พูดตาม ก็เท่านั้น พวกเขาก็หมดสนุกไปเอง

.

.

โลกมันเปลี่ยนไปจากสมัยแม่เป็นเด็ก ๆ เยอะมาก

แต่ลูกเราก็ต้องอยู่กับโลกแบบนี้นะคะ ดังนั้น สอนกันไว้ เตรียมรับมือกันไว้ดีกว่า

#แม่ยุ้ยThePlatuStory