ควรหรือไม่ที่จะ “ปล่อยเลยตามเลย”


หากพบว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันไม่ถูกต้อง และเราทำลงไปแล้ว สิ่งที่คุณเลือกที่จะทำคืออะไรค่ะ “ช่างมัน ทำไปแล้ว ไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เราก็ไม่รู้นิ ก็ทำตามคนอื่นเค้า คนอื่นก็ทำแบบนี้” หรือ “ย้อนกลับไปบอกว่า ที่ฉันทำไปมันไม่ใช่นะ ที่ถูก ที่ควรมันคือแบบนี้”
และอีกมุมหนึ่งถ้าเราคือคนที่ “เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นว่ามันไม่ใช่” เราควรเลือกที่จะ “บอกให้คนทำแก้ไข” หรือ “ปลอ่ยเลยตามเลย”
แล้วถ้า “คนที่กระทำสิ่งที่ไม่ควร ไม่ถูก นั่นคือ ลูกของเราหละคะ” พ่อแม่ควรทำแบบไหน
แม่ยุ้ยเชื่อว่า ทุกคนมีคำตอบอยู่ในใจหมดแล้วหละกับคำถามข้างบนที่ยุ้ยตามมา ยุ้ยเองกำลังจะเล่าเรื่องราวที่ยุ้ยเลือกที่จะ “ปล่อยเลยตามเลย” เพราะคำว่า “เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันผิด ถึงแม้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็มีผลกับเรา แต่ไม่เป็นไร เราไม่คิดมาก เพราะเราก็เจตนาดี”
แล้วเวลาผ่านไป วันนี้แม่ยุ้ยเพิ่งได้หวนกลับมาคิดเรื่องนี้อีกครั้ง เราปล่อยเลยตามเลย จนวันนี้ “ความเข้าใจที่ผิด การกระทำที่ผิด” มันแผ่ขยายวงกว้างออกไปมากกว่าที่เราคิดเยอะมาก เราทำถูกแล้วเหรอที่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้น เรามองในฐานะคนเป็นแม่ แล้วถ้าคนทำคือลูกเราหละ เราไม่ควรปล่อยเลยตามเลยนะ
การที่แม่ยุ้ยเคยออกมาบอกว่า “บทความที่เขียนไปถูกแชร์แบบไม่ให้เครดิต หรือเครดิตเป็นชื่อคนอื่น ไปโดยที่แม่ยุ้ยไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไร เพราะคิดแค่ว่า เราเจตนาดี สุดท้ายใครคิดได้ เราก็ดีใจถ้าใครคิดได้ เพราะอย่างไรเราก็คือคนที่เขียน มันออกมาจากสมองเรา”
แต่สิ่งที่ได้คิดอีกมุมหนึ่งคือ เราปล่อยให้การแชร์แบบไม่ถูกต้องเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และมันแผ่วงกว้างออกไปอย่างมาก ซึ่งจริงๆ แล้ว คนติดตามเพจท่านนึงทำให้ยุ้ยได้ ฉุกคิดเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่งขึ้นมา
ยุ้ยไปสอบถามว่า บทความที่แชร์มา รู้จักเจ้าของ FB คนนั้นไหมค่ะ ได้ความไม่รู้จัก แชร์ต่อมาอีกที พอได้รู้ว่า บทความนั้นเป็นบทความจาก The Platu Story ที่แม่ยุ้ยเขียน คุณคนนั้น ไปลบอันที่แชร์มาจากใครก็ไม่รู้ แล้วนำบทความจากแม่ยุ้ยไปแชร์แทน พร้อมบอกว่า วันก่อนแชร์ไป ไม่ใช่จากผู้เขียน อันนี้คือจากแม่ยุ้ยที่เป็นคนเขียน ทั้ง ๆ ที่ยุ้ยบอกแล้วว่า ยุ้ยไม่ซีเรียสอะไร เธอผู้นั้นตอบว่า “มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ต้องแก้ไขค่ะคุณยุ้ย” มันต่างจากการที่ ก็ไม่รู้ค่ะ เห็นเขาแชร์มา เลยแชร์มาต่อ ๆ กัน ก็ไม่รู้หรอกค่ะว่า ต้นทางมาจากไหน
เคยอ่านเจอกันหรือไม่ค่ะว่า สิ่งที่แชร์กัน เป็นเรื่องโกหก และสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แต่เวลาโหมกระหน่ำแชร์กันก็ไม่ได้คิดก่อน ว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ควรแชร์ หรือมันไม่ได้เป็นเรื่องจริง และการที่แชร์โดยปราศจากการเช็คก่อน คิดดี ๆ เราคือ “จุดเริ่มต้นในการกระจายความผิดพลาด” ออกไปเช่นกัน
แม่ยุ้ยสมมติเคสนี้คุยกับพ่อปอว่า ถ้าลูกเรา ฟังอะไรผิดๆ มา แล้วเข้าใจแบบนั้น แล้วเอาไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง เราจะบอกลูกเราไหมว่า ไม่ใช่แล้วลูก กลับไปบอกเพื่อนใหม่นะ ปลาทูสวนขึ้นมาเลยว่า “ต้องบอกซิแม่ เดี๋ยวเพื่อนก็เข้าใจแบบผิด ๆ นะ”
นี่หละค่ะ วันนี้ยุ้ยถึงลุกมาชวนคุยกันเรื่องนี้ อย่าปล่อยเลยตามเลย จนทำให้ผู้คน “มักง่าย” กันมากไปกว่านี้เลยค่ะ
รู้ไหมค่ะว่า บทความของยุ้ยบางเรื่อง ถูกแชร์ต่อออกไปจากที่อื่น โดยปราศจากเครดิต หรือเป็นชื่อคนอื่น มากกว่าหมื่นแชร์ และที่ลองนั่งหาเล่น ๆ คือ มีการให้เครดิต “นิตยสาร” เล่มหนึ่งด้วย หรือแม้กระทั่งลงเครดิตเป็น “หมอบางท่าน”
เจตนาแบ่งปันเป็นเรื่องดี แต่การปล่อยให้ถูกละเมิดลิขสิทธิ์จนคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้แบบไม่ผิด อาจจะต้องย้อนกลับมาคิดนะคะ
สำหรับสังคมคุณพ่อ คุณแม่ที่น่ารักตรงนี้ ยุ้ยบอกได้เลยว่า แชร์ไปเถอะค่ะ กด Share จากเพจนี้ไป หรือจะเอาข้อความไปแชร์ในช่องทางอื่น ก็ขอให้ห้อยท้ายนิดนึงว่า มาจาก fb.com/ThePlatuStory หรือจะแค่ แม่ยุ้ย The Platu Story ก็ได้ หรือจะแค่แม่ยุ้ยก็ยังดี
แต่ถ้าไปแบบด้วน ๆ โล้น ๆ เลย มันก็เหมือนหยิบของไม่รู้ที่มา มากระจายต่อ บางทีสังคมไทย ก็ละเลยเรื่องพวกนี้กันจนเกินไปแล้วหละยุ้ยว่า
ฝากกันไว้สักนิดนึงนะคะ ขอให้คิดแค่ว่า “เราควรเริ่มต้นทำสิ่งที่ควรทำ และถูกต้องเสียจะดีกว่า ปล่อยเลยตามเลย ทำตามเขาไปทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ” อย่าปล่อยให้ความง่ายดายของการมี Social ทำให้เราต้องเป็นจุดเริ่มต้นในการกระจายสิ่งที่ไม่ถูก ไม่ควร จนเรามักง่ายแบบไม่รู้ตัวกัน  อย่างน้อย ๆ สิ่งที่เราทำ มันคือการปลูกฝังลูกเราด้วยในตัว
‪#‎แม่ยุ้ยThePlatuStory‬