ฟังอย่างไรให้ลูก (กล้า) พูด ? 


แม่ยุ้ยได้แนวคิดมาจากคุณหมอเด็กท่านหนึ่งที่เคารพ
ท่านบอกว่า ให้คุยกับลูกไว้ให้สม่ำเสมอนะ 
มีอะไรเขาก็จะเล่าให้เราฟัง ฝึกไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ 
แล้วช่วงวัยรุ่นจะผ่านไปได้ไม่ยาก
ทุกวันนี้ลูก ๆ ของลุงหมอมีอะไรก็เล่าให้ฟังตลอด
เพราะทำกันมาจนเป็นเรื่องปกติตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ต้องกราบขอบพระคุณแนวคิดดี ๆ จากลุงหมอจริง ๆ คะ
แม่ยุ้ยก็เริ่มชวนลูกคุย มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังตลอด
แม่และพ่อจะได้ฟังเรื่องเล่าจากโรงเรียนและเรื่องของเพื่อน ๆ เสมอ
แต่ก็มีหลายบ้านที่ มักจะบอกว่า “ลูกไม่เคยเล่าอะไรเลย”

วันนี้มีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ปลาทูกลับมาเล่า
แม่ยุ้ยจึงอยากนำมาแชร์ให้ฟังกัน
ว่าแม่อย่างเราควรฟังลูกแบบไหน ถึงจะทำให้ลูกกล้าพูดกับเรา

เจอหน้าพ่อ เอ่ยขึ้นมาก่อนเลยว่า

ปลาทู : วันนี้หนูกินน้ำแดงกับเพื่อนชื่อ .. แต่คนละหลอดนะพ่อ
พ่อ : แก้วเดียวกัน ?
ปลาทู : ก็คนละหลอดนะพ่อ แต่เพื่อน .. ไม่ได้ป่วยนะ
พ่อ : หลอดเดียวกันก็ไม่ควรทำอยู่ดีนะลูก จำคราวก่อนได้ไหม

(คราวก่อนปลาทูกินน้ำจากกระติกน้ำเพื่อนที่เพิ่งออกจากร.พ.มา
เพราะความที่ขี้เกียจเดินไปหยิบของตัวเอง แม่ยืนอยู่ ก็บอกแล้ว
แต่ก็ยังคงไม่ฟัง กินเข้าไป วันรุ่งขึ้นป่วย ป่วยอยู่ 3-4 วัน และเป็นช่วง
แข่งกีฬาสีพอดีที่ตัวเองเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ เลยทำให้อดไปแข่ง)

แม่ : ลูก การกินน้ำแก้วเดียวกัน ก็เหมือนเรากินน้ำลายเพื่อนเข้าไป
หลอดคนละอันลูกรู้ได้ยังไงว่าเพื่อนไม่พ่นน้ำกลับไปในแก้ว
ปลาทู : อ๋อ หนูไม่รู้คะว่า หลอดเดียวกันก็ไม่ดี นี่ถ้าหนูมีอีก 20 บาทจะซื้อให้เพื่อนอีกแก้วแล้ว หนูไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินอยู่อีก 20 บาท คิดว่ามีแค่นั้น
แม่ : แล้ววันนี้ น้ำแดงที่กินด้วยกันใครซื้อหละลูก
ปลาทู : หนูซื้อ แล้วเพื่อนเขามาขอกินด้วย เลยกินด้วยกันคะ
แม่ : แล้วเพื่อนเค้าไม่มีเงินมาโรงเรียนเหรอลูก
ปลาทู : มีคะแม่ แต่ว่าเค้าไม่ซื้อ เค้ามาขอกินกับหนู เค้าจะเก็บเงินไว้
แม่ : แล้วแบบนี้ปลาทูว่า ดีไหมลูก ? ลูกเคยไปขอเพื่อนกินแบบนี้ไหม ?
ปลาทู : ไม่เคยคะแม่ นี่เพื่อนเค้ามีเงินมาโรงเรียนมากกว่าหนูอีกนะ
แม่ : แล้วหนูคิดว่า ทำไมเพื่อนถึงไม่เอาเงินตัวเองมาซื้อกินเองหละ
ปลาทู : ไม่รู้ซิแม่
แม่ : เค้าอาจจะอยากเก็บเงินของเค้าเองไว้ซื้อของเล่น หรือของที่เค้าอยากได้หละมั้งเนาะ เลยไม่ยอมซื้อน้ำแดงกินเอง มาขอแบ่งจากลูกแม่
ปลาทู : (นิ่งไปพักใหญ่ ทำท่าคิด)
แม่ : แบ่งกันเป็นเรืองดีนะลูก แต่ไม่กินแก้วเดียวกัน หลอดเดียวกัน และคราวหน้าบอกเพื่อนนะว่า ซื้อของเธอเองอีก 1 แก้วนะ เรามีเงินซื้อแค่แก้วเดียวเอง หรือว่าถ้าเพื่อนไม่มีเงินมา อันนั้นอีกเรื่องนะลูก คนนี้เขามีเงิน หนูบอกเองว่ามีมากกว่าหนูด้วยซ้ำ ลองคิดดูว่า เราควรทำยังไงครั้งต่อไปนะ แล้วแต่หนูแล้วลูก

แม่และพ่อฟังและพูดคุยกันด้วยท่าทีที่เป็นปกติไม่ได้ตำหนิ
เสียงสูงหรือตัดสินว่าลูกผิดหรือถูกกับสิ่งที่ลูกทำ
แต่สิ่งที่แม่ทำคือ “ชี้ให้ลูกคิด” ว่าสิ่งที่เจอ คืออะไร เพื่อนเป็นยังไง
และสุดท้าย “ลูกควรทำอย่างไร”
เพราะแม่ไปอยู่กับลูกทุกที่และตลอดเวลาไม่ได้แน่ ๆ
และอีกอย่าง เราห้ามลูกคนอื่นไม่ได้คะ อย่าไปคิดโทษเค้า
หรือแม้แต่โทษพ่อแม่เค้าที่ปล่อยให้ลูกมาทำแบบนี้
เพราะเชื่อได้เลยว่า เด็กก็คงไม่ได้บอกพ่อแม่หรอกว่า เค้ามาทำแบบนี้กับเพื่อน

สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ “สอนลูกของเราให้รู้ว่าจะต้องรับมืออย่างไรต่างหาก”

และในขณะที่ทำการบ้านอยู่ แม่ก็หยิบหนังสือที่อยู่ในกระเป๋ามาดู
พบว่า ปลาทูแอบทำแบบฝึกหัดล่วงหน้า ในหน้าที่ครูยังไม่สอน
และทำผิดด้วย ทั้งแถบเลย แม่จึงเอ่ยขึ้นมาว่า

แม่ : อันนี้ Teacher สอนแล้วเหรอลูก
ปลาทู : ยังคะ
แม่ : แล้วทำไมหนูทำแล้วหละ Teacher ยังไม่ได้สอนเลยทำได้เหรอ
ปลาทู : (หน้าเริ่มเจื่อน) หนูทำเอง Teacher ยังไม่ได้สอนเลย หนูเห็นเพื่อนทำ หนูเลยทำตาม หนูลอกที่เพื่อนทำมาเลย

แม่ : ( ชะงักไปสองวินาที และบอกตัวเองว่า เย็นไว้แม่ยุ้ย เย็นไว้)

แม่ : ปลาทูลูก การลอกเพื่อนไม่ว่าจะตอนเทส หรือตอนทำการบ้าน มันไม่ดีนะลูกนะ อันนี้แม่เคยสอนไปแล้วนินา
ปลาทู : คะแม่
แม่ : ลูกรู้ไหมว่า เพื่อนทำผิด
ปลาทู : ไม่รู้ ผิดหมดเลยเหรอแม่
แม่ : ใช่ ผิดหมดเลยทั้งหน้าเลย
ปลาทู : เพื่อนเค้าเขียนแล้วเค้าก็ลบออกหมดเลย สงสัยผิด
แม่ : การที่เราลอกเพื่อน แล้วเพื่อนทำผิด เราก็ผิดไปด้วย แต่อันนั้นไม่เท่ากับ การลอกคือการ ขโมยความคิดเพื่อน

(แม่เปิดย้อนไปอันที่มีการตรวจแล้วลูกทำถูกหมด)

แม่ : อันนี้ลูกทำเองรึเปล่า
ปลาทู : ทำเองคะ
แม่ : ลูกทำเองก็ถูกหมดนินา แล้วอะไรทำให้ลูกคิดไปลอกเพื่อนในเมื่อลูกก็ทำได้
ปลาทู : (นิ่ง)
แม่ : การลอก คือการ ขโมยความคิดเพื่อน ใครเป็นคนคิดคำตอบ เพื่อนใช่ไหมลูก หนูไม่ได้คิดเองใช่ไหม แล้วหนูก็เอาคำตอบเพื่อนมาใส่ แบบนี้เรียกว่าขโมยไหม
ปลาทู : (พยักหน้า)
แม่ : การขโมยผิดศีลใช่ไหมลูก ผิดศีลเป็นยังไงลูกรู้เนาะ แล้วการจะอยู่ในห้องเรียนอย่างมีความสุข ต้องทำยังไง เหมือนที่เราทำการบ้านสังคมเมือวาน ว่าทำอย่างไรถึงจะอยู่ในครอบครัวอย่างมีความสุข ลูกตอบเองว่า ต้องทำตามกฎ กติกา และมีระเบียบวินัย การลอก ถือเป็นการผิดกฎและกติกานะ
ปลาทู : คะแม่ หนูรู้แล้ว
แม่ : มีอะไรจะบอกแม่อีกไหม วันนี้ แม่ไม่ทำโทษนะ เพราะแม่ถือว่า หนูยังไม่เข้าใจ และไม่รู้ แต่ตอนนี้ลูกรู้แล้วใช่ไหม ว่าการลอกไม่ดี
ปลาทู : รู้แล้วคะ หนูเข้าใจแล้ว
แม่ : โอเค งั้นคราวหน้า ถ้าเกิดแบบนี้อีกแม่จะทำโทษแล้วนะ
ปลาทู : ยิ้มออกแล้วรับคำ คะแม่

กว่าจะเติบโตกันมาเป็นผู้ใหญ่กันได้แต่ละคน
ต้องผ่านเรื่องราวมากมายที่ทำไปโดยไม่รู้ ไม่เข้าใจ
ถ้าลูกไม่เอ่ยปากเล่า เราไม่ได้รับรู้
เราก็จะสูญเสียโอกาสในการได้พร่ำสอน กล่อมเกลาเด็กของเรา

เปิดใจฟังลูก โดยไม่ต้องตัดสินโทษก่อนจะฟังความให้จบ
อธิบายให้แน่ใจว่า เด็กเข้าใจดีแล้ว และเห็นว่าผลของการกระทำเหล่านั้นคืออะไร
แล้วจากนั้น จะลงโทษกัน ก็ขอให้คุยกันให้เขารู้ว่า เขาผิดอะไรก่อน

บางคนลูกเอ่ยคำแรก ก็แผดเสียงแปดสิบเดซิเบลถล่มราบคาบ
ลูกใจหายวาบ พร้อมกับรู้แล้วว่า ถ้าเรื่องแบบนี้ไม่เล่าดีกว่า
บอกแล้วโดนว่า ใครจะกล้าบอก !!!!

อย่าปิดโอกาสที่จะรับรู้เรื่องราวของลูกเพราะอารมณ์ของเรานะคะ
และอย่า “เต้น” ตามเรื่องของเด็กจนเกินความจำเป็น
เด็กมีวุฒิภาวะที่จะจัดการได้ด้วยตัวเองตามวัยของเขา
อย่าได้เข้าไปยุ่งมากมายจนเรื่องของเด็ก กลายเป็นเรื่องของผู้ใหญ่

จำไว้ว่า สอนให้ลูกรับมือกับทุกสถานการณ์ให้ได้
เพราะเราตามไปจัดการให้เขาไม่ได้ทุกที่ ทุกเวลา

แม่ยุ้ยหวังว่า เรื่องที่เล่ามาจะทำให้
หัวใจคนเป็นแม่หลาย ๆ คน ขยับองศาในการรับฟัง
หัวใจดวงน้อย ๆ ที่เราตั้งใจสร้างขึั้นมาอย่างเข้าใจนะคะ