ทำไมโรงเรียนทางเลือก .. ไม่เหมาะกับปลาทู


หลังจากที่แม่ยุ้ยเขียนแชร์ประบการณ์การเลือกโรงเรียนลูก
จากชีวิตจริง ไม่มีตัวแสดงแทนไปแล้ว

เผื่อใครเพิ่งมาอ่าน
เลือกโรงเรียนแนวไหนให้ลูกดี

คำถามอันดับหนึ่งเลยคือ ทำไมแม่ยุ้ยลาออกจากโรงเรียนทางเลือก
ทั้ง ๆที่ความเข้าใจของคุณพ่อ คุณแม่ส่วนใหญ่ นั้นคือ

โรงเรียนทางเลือกไม่เร่งเรียน
โรงเรียนทางเลือกเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง
โรงเรียนทางเลือกเน้นเรียนรู้ตามวัย
โรงเรียนทางเลือกไม่น่าจะทำให้เด็กเครียด

จะบอกว่าทุกอย่างที่เข้าใจกัน ไม่ผิดเลยคะ จ. ถูกทุกข้อ
แต่คำว่า ” ไม่เหมาะสม” ของแม่ยุ้ยนั้น
ไม่ได้หมายความว่า โรงเรียนทางเลือกไม่ดีนะคะ เข้าใจกันก่อนนะ

และขอย้ำคำเดิมว่า “ดีของคนอื่น อาจจะไม่ใช่ดีของเราก็ได้”
ความเหมาะสม ก็ขึ้นอยู่กับเวลา ณ ขณะนั้น
และปัจจัยแวดล้อม ณ ขณะนั้นด้วย

โรงเรียนทางเลือก คือ โรงเรียนที่ 1 ของปลาทู
ขณะนั้นอายุ 2 ขวบครึ่ง เรียนชั้นเตรียมอนุบาล

พ่อและแม่ ทำงานประจำ กินเงินเดือน
ต้องตอกบัตรเข้างาน 9.00 น. เลิกงาน 17.00 น. ถึงบ้านเกือบสองทุ่ม
ที่บ้านมียายอยู่ 1 คน ซึ่งขอให้เข้าใจวิธีการดูแลเด็กของคนแก่ยุคก่อน ๆ

โรงเรียนใกล้บ้าน ใช้เวลาเดินทางน่าจะไม่กิน 30 นาทีสำหรับการจราจร
บนถนนเส้นลาดพร้าว ถ้าเลวร้ายสุดก็ 45 นาที

มาดุเหตุผลของแม่ยุ้ย ณ เวลาขณะนั้นกันนะคะ

1. เช้าปลาทูต้องถึงโรงเรียนตั้งแต่ 7.00 – 7.30 น.
เพื่อพ่อแม่ต้องไปทำงานต่อให้ทันเวลา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
แม่ต้องทำข้าวกล่องใส่กระเป๋าลูกไป ฝากครูดูให้กินตอนเช้า
เย็นนั่งรถโรงเรียน แต่ได้ลำดับการส่งเป็นคนเกือบสุดท้าย
ปลาทูถึงบ้านเกือบห้าโมงเย็นทุกวัน หลับมาในรถประจำ
พอตื่นถึงบ้าน .. ก็กินข้าว อาบน้ำ แต่ไม่อยากนอนแล้ว เพราะนอนมาแล้ว

พอจะเห็นภาพของปัญหาแรกไหมคะ ?
เด็กพักผ่อนไม่เต็มที่ ทานอาหารไม่เต็มที่ สิ่งที่ตามมาคือ ” ป่วยบ่อย ”
แม่จึงคิดใหม่ว่า หาโรงเรียนที่ เช้ามีครูดูแลเรื่องอาหารเช้าให้เรามั่นใจได้
ว่าลูกเราได้กินเต็มอิ่ม และหาโรงเรียนที่รถโรงเรียนส่งลูกเราไวกว่านี้

ซึ่งโรงเรียนที่ 2 ที่ย้ายไปตอบโจทย์ข้อนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
แม่เลือกฟื้นฟูสุขภาพของเด็กน้อยม้าเคิฟก่อนอื่น
เพราะให้แนวทางเข้าใจเด็กแค่ไหน ไม่เครียดแค่ไหน
แต่การเจ็บไข้จนไม่สบายกาย ใจก็ไม่สบาย
ความพร้อมในการเรียนรู้คงไม่เต็มที่

2. ในขณะนั้น โรงเรียนทางเลือกมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย
ที่พ่อแม่ควรจะต้องเข้าร่วมเพื่อความเข้าใจ ในแนวทางการเรียนรู้
เพื่อมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ซึ่งค่อนข้างหลายครั้งต่อเทอม
วันพ่อ วันแม่ วันลอยกระทง วันสงกรานต์ วันปิดภาคเรียน
แล้วคุณแม่รักกิจกรรมอย่างดิฉัน ก็ชอบเสียด้วย
ทุ่มเททำกิจกรรมเสมอ ลางานไปตลอดคะ ไม่เคยขาดตกบกพร่อง
เรื่องลูก ทำไมหละ จะทำไม่ได้ แต่พอลูกป่วยบ่อย ก็ต้องลา
กิจกรรมแม่ก็ต้องลางาน .. ทีนี้ ปัญหาเริ่มมาแล้วคะ
ปี ๆ นึงวันลาติดอันดับท็อปเลย มีปัญหาเรื่องการทำงานแน่ ๆ แล้วฉัน
ก็เลยเริ่ม ลาน้อยลง เริ่มไม่ไปร่วมบ้าง
สุดท้ายรู้สึกไม่ดีด้วยตัวเอง ว่าลูกก็เสียใจบ้างที่แม่ไม่ไป
เราเองก็รู้สึกไม่ดีที่ไม่ได้ไป

นี่เป็นหตุผลที่ 2 ที่ทำให้กลับมาทบทวนว่า ตรงนี้เหมาะกับเราแล้วหรือ ?
โรงเรียนปัจจุบันที่เรียนอยู่ ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ถูกใจมากคะ
ทั้งเทอม แม่พ่อไปยุ่งที่โรงเรียนแค่ 1 ครั้งที่จำเป็นคือวันประชุมผู้ปกครอง
ไปฟังลูกเราเป็นอย่างไรบ้างตลอดเทอมที่ผ่านมา แค่นั้น จบ !!!
วันพ่อ วันแม่ ไหว้ครู ครูกับเด็ก ๆ เค้าจัดการกันเอง เราไม่ต้องยุ่ง

3. ตึงเกินไป ก็ขาด หย่อนเกินไปก็ย้วยยืด เหตุผลนี้
ขออธิบายสั้น ๆ นะคะ ว่า แต่ละโรงเรียนทางเลือกก็มีแนวทางต่างกัน
วิธีนำหลักการ แนวทาง มาปรับใช้ก็ต่างกัน
ซึ่งบางครั้ง ก็ต้องดูความเหมาะสมของเด็กด้วย
ซึ่งขณะนั้นแม่ยุ้ยเลือกแก้ไขทุกอย่างด้วยการ ปรึกษาจิตแพทย์เด็ก
และหาโรงเรียนที่สามารถเข้าใจปัญหาในเด็กของเรา
และพร้อมจะแก้ไขไปด้วยกันแทน

โรงเรียนที่ 2 ชั้น อนุบาล 1 ครูประจำชั้นน่ารักมาก
ให้ความร่วมมือ และช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาของปลาทูได้ดีเยี่ยม
และแนวทางของโรงเรียนปัจจุบัน คือสิ่งที่ปลาทูอยู่แล้วมีความสุข
พบปัญหาจากสิ่งที่ลูกเรามี น้อยมากในการเรียนแต่ละวัน

4. เด็กต้องการพื้นที่โล่งกว้างมากกว่าที่แม่คิดไว้ทีแรกเยอะ
โรงเรียนทางเลือกที่แรก อาณาบริเวณไม่กว้างพอจะมีที่ให้ลูกวิ่งเล่น
ในการเลือกครั้งแรก บอกเลยว่า แม่ยุ้ยคิดถึงแต่แนวทางการเรียนรู้
จนลืมไปถึงเรื่องนี้ และไม่เคยคิดว่า จะมีปัญหาอะไร
แต่ก็เพิ่งมาสังเกตเห็นเมื่อลูกก้าวออกมาแล้วว่า “สนามหญ้าคือสวรรค์ของเด็ก”
ด้วยบ้านเราไม่มีที่กว้าง ๆ ดังนั้นก็ต้องไปอาศัยของโรงเรียนหละคะ
เด็กพอได้ปล่อยพลัง ได้ออกวิ่ง ได้เหงื่อ จะบอกว่ามันดีมากนะคะ
ความเครียด ความสนุก การได้ออกกำลัง มีผลดีต่อเด็กหมดเลย

และด้วยทุกอย่างที่ผ่านมา รวมถึงปัจจัยรอบข้างในปัจจุบัน
ประสบการณ์ทั้งหมดที่เจอมา และที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

แนวคิดเรื่องโรงเรียนทางเลือกของแม่ยุ้ยเปลี่ยนไปมากคะ
เราต้องสอนให้ลูกอยู่ได้ “บนโลกแห่งความจริง” ด้วยความพร้อมตามวัย

มีเด็กหลายคน มีความสุขในโรงเรียนวิชาการ
มีเด็กหลายคน สนุกสนาน ยิ้มแย้ม ร่าเริงได้ในโรงเรียนสองภาษาหรืออินเตอร์

แต่ที่แน่เสียยิ่งกว่าแน่ คือเด็กทุกคนยิ้มได้ ถ้ามีพ่อแม่เข้าใจและดูแลใกล้ชิด
ไม่ว่าจะเรียนโรงเรียนแบบไหน ถ้าพ่อแม่เข้าใจ อยู่เคียงข้างเสียอย่างเดียว
เด็กก็มีความสุขคะ .. แม่ยุ้ยคิดแล้วว่า

อย่างไรซะ เราก็หนีระบบการศึกษาประเทศนี้ไม่ได้แน่ ๆ
ก็ขอเรียนแบบบันเทิง และอยู่กับมันให้ได้ ไปแล้วกัน
เพราะชีวิตจริงเราไม่มีเงินส่งไปเรียนประเทศอื่นในตอนนี้แน่นอน

ชีวิตเลิกเรียน แม่จะเป็น “แม่ทางเลือก” ให้เอง
กระบวนการหลาย ๆ อย่างจากโรงเรียนทางเลือก
แม่ยุ้ยเลือกนำมาสอนปลาทู และปรับใช้ในบ้านเสมอ
ด้วยแนวคิดว่า ให้ยังไง ลูกก็อยู่บ้านมากกว่าอยู่โรงเรียน
แม่ก็เป็นครูคนแรก และครูของลูกตลอดไปอยู่แล้ว

เลือกโรงเรียนที่เรามีกำลังส่งลูกไหวตลอดรอดฝั่ง
เลือกโรงเรียนที่ใกล้บ้าน ไม่ต้องไปเสียเวลาบนรถมาก
เลือกโรงเรียนที่ลูกก็มีความสุข เราก็มีความสุข
แนวไหนก็ได้คะ เพราะเด็กแต่ละคน ก็เหมาะสมกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน

#แม่ยุ้ยThePlatuStory