เมื่อลูกโดนรังแก


 

แม่ยุ้ยเองผ่านมาเองแล้วด้วย
และเพิ่งให้คำปรึกษากับเพื่อนไปด้วย

เด็กแกล้งกัน เล่นกัน ตีกัน มีหลายระดับและหลายแบบนะคะ
เริ่มต้นสำหรับจุดแรกในปัญหานี้ อยากให้คุณแม่คุณพ่อมอง
ก่อนเลยว่า .. สิ่งที่ลูกเราถูกกระทำนั้น มันมาจากเหตุไหน

1. เด็กเล่นกัน แต่พลาด จนเกิดเจ็บเนื้อเจ็บตัว ?
2. เด็กคนที่มาแกล้ง เป็นคนเดิม แต่วิธีการเปลี่ยนไปเรื่อย ?
3. ลูกเราอาจจะมีส่วนในการ เริ่มก่อน รึเปล่า ?
4. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มัน เล็ก ใหญ่ แค่ไหน ?

สำหรับประเด็นแรก .. เล่นกัน แรงไปนิด เลยพลาดกันได้
เรื่องนี้ คุยกับลูกนะคะ เจอบาดแผล ก็สอบถามกัน
เล่นกันกับใครเหรอ ทำไมเป็นแบบนี้หละลูก
ถ้าคำตอบคือ .. เล่นกันแล้วเพื่อนมาโดน หรือล้มกันลงไป
แบบนี้ .. ฟังลูกนะคะ แล้วถามลูกว่า เจ็บมากไหมลูก ?
แต่ก็ไม่ได้โกรธเพื่อนใช่ไหม ? เพื่อนไม่ได้ตั้งใจใช่ไหมคะ ?

ถ้าฟังแล้ว เพื่อนไม่ได้ตั้งใจ ก็จงบอกลูกไปนะคะว่า
อุบัติเหตุ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาลูก
เราต้องดูแลตัวเองกันดี ๆ นะ เล่นกันก็ต้องระวังด้วย
อย่าเล่นกันแรง ๆ หรือเล่นกันแบบเจ็บ ๆ
แต่สิ่งเหล่านี้ น่าจะเกิดขึ้นบ่อยสำหรับบ้านที่มีลูกชาย
ซึ่งเจ็บตัวจากการเล่นแรง น่าจะเป็นเรื่องของเด็กชายปกติ

ดังนั้น เหตุแบบนี้เช้ามาเด็กก็กอดคอ วิ่งเล่นกันเหมือนเดิม
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พ่อแม่ไม่จบคะ !!!
ถ้าพิจารณาแล้ว มันเป็นแบบนี้

ปล่อยให้เรื่องของเด็ก เป็นเรื่องของเด็กนะคะ
อย่าทำให้มันกลายเป็น ลูกเล่นกันไปถึงไหนแล้ว
แต่พ่อแม่ยังทะเลาะกันไม่จบ ไม่เอานะคะแบบนี้

ถ้าหลุดจากประเด็นแรก เราได้ยินชื่อเพื่อนเกเรคนนั้นบ่อยขึ้น
กี่รอบ ก็ชื่อเพื่อนคนนี้เป็นคนทำบ่อย ๆ จะทำอย่างไรหละคะ

ถ้าสิ่งที่ถูกกระทำนั้น ดูแล้วเป็นประเด็นที่ “ตั้งใจทำร้ายกัน”
เช่น จงใจเดินมากัด , เอาของแหลมจิ้มลูกเรา , เอาของแข็งตีลูกเรา , ดึงผม จิกหัว ชกหน้า ต่อยท้อง

แบบนี้ สอบถามลูกเราก่อนนะคะ ว่า มันเกิดอะไรขึ้น
แล้วถ้ามันเป็นเด็กคนเดิมมากกว่า 3 ครั้ง
สอบถามกันให้ดีว่า ลูกเราเริ่มก่อนด้วยรึเปล่านะคะ
บางครั้ง ผู้ถูกกระทำก็เป็นฝ่ายจุดประเด็นได้นะ
แล้วอย่าตัดสินอะไรจากการฟังข้างเดียว
เราต้องคอยสังเกตลูกเราด้วยนะคะ
ข้อนี้บอกเลยว่า .. ยากหน่อย แต่ควรทำให้ได้
เพราะถ้าเอ๊ะอะอะไรลูกฉันถูก คนอื่นผิดหมด

เราอาจจะได้ผู้ใหญ่ไม่รู้จักผิด เพิ่มขึ้นมาในอนาคต
แถมเราเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือเสียด้วย

แต่ถ้าสอบสวน แอบสังเกต แล้วได้ความว่า
ลูกเราไม่ได้เป็นผู้จุดประเด็นหละก็
ให้คุยกับลูกเลยนะคะว่า “เพื่อนคนนี้เกเรแล้วหละแม่ว่า”
ถ้าห่างได้ ห่างนะลูก เล่นกับคนอื่นนะ
กับคนนี้เล่นด้วยแล้วไม่สนุกแล้วนะ

สิ่งที่ควรสอนลูกคือ เลี่ยงนะคะ
อันนี้คือแนวคิดแม่ยุ้ยนะคะ
เราไม่เลือกที่จะสอนให้ปะทะด้วยกำลัง หรือเอาคืน
เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความรุนแรงที่คาดการไม่ได้
วันนี้ อาจจะเจอเด็กตัวเท่ากัน วันข้างหน้า เจอตัวโตกว่า
หรือเจอแบบมีพวก หรือมีอาวุธ ก็อาจจะเป็นไปได้

ไม่ปะทะด้วยแรงกาย แต่เราต้องรู้จักปกป้องตัวเองให้เป็น
ถ้าหนักหนานัก ให้ลูกไปคุยกับครูที่ปรึกษาได้
หรือครูประจำชั้น ..

และถ้าเหตุการณ์เข้าข้อสุดท้ายด้วย คือเรื่องใหญ่
อาจจะต้องถึงครู แต่ขอให้เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ
อย่าได้ทำให้มันใหญ่เพราะใจเรา ไม่ทนนะ
เราอาจจะเสียผู้ใหญ่กันได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว
ให้ลูกจัดการด้วยวุฒิภาวะของเขาก่อน
โดยมีเราเป็นผู้แนะนำอยู่ข้าง ๆ
เพราะอะไรรู้ไหมคะ การที่พ่อแม่บางคนเลือกเดินเข้าหาครู
ไม่ว่าจะเรื่องไหน ๆ เรื่องใหญ่ เรื่องเล็ก ถึงครูหมด
มันดูว่าเราไม่เป็นผู้ใหญ่เอาเสียเลยซิคะ
ในโรงเรียน .. ผู้ดูแลคือครู ไม่ใช่พ่อแม่
เราต้องเคารพในการดูแลและปกครองของครูด้วย
บางครั้ง ฟังแต่ลูกเรา แล้วถลาไปแล้ว

ถ้าเรื่องใหญ่ ครูอยู่ในเหตุการณ์ ครูมีกระบวนการในลงโทษแน่นอน

และอีกอย่างที่จะบอกไว้คือ
การเดินไปบอกครูว่า
เพื่อนลูกคนนี้ เกเรให้บอกพ่อแม่เขาด้วย
หรือให้เรียกพ่อแม่เขามาคุยนั้น
ไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาหรอกคะ
เพราะพ่อแม่ทีมีลูกเกเรส่วนมาก มักจะไม่เคยรู้ว่าลูกเกเร
อยู่บ้านเด็กไม่เคยแสดงพฤติกรรมแบบนี้ให้พ่อแม่เห็น
แล้วพอครูพูด พ่อแม่กลุ่มนี้ก็จะไม่เชื่อ และไม่ยอมรับ

ดังนั้น .. สอนลูกเราไว้ให้ดี รับมือให้ได้
เพราะเราเปลี่ยนลูกคนอื่นไม่ได้นะคะ